Patty W. 的个人资料++PuiFai++照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
6月6日 Hang out กับเพื่อนเวียดนามวันนี้ออกไปเตร็ดเตร่กับเพื่อนเวียดนามแล้วก็ไทย ฮามาก แต่ละคนขาลุยเลยไม่ค่อยมีปัญหาซักเท่าไหร่ ตระเวนสำรวจทิศทางห้างร้าน อู๊วววว ทำไมมันแดดแรง ร้อนอย่างงี้ ไม่เคยพบไม่เคยเจอ เอารูปมาโพสให้ดูด้วย อย่าเข้าใจว่าอยู่แถวอีสานบ้านเฮานะ Texas นี่เอง เราก็ไปเที่ยวหลายเมืองของเมกา ก็ไม่คิดว่าที่อเมกาจะมีที่แห้งแล้ง เหมือนปราจีน ไรงี้ เฮ้อออ เลือกแล้วว่าจะต้องมาเรียนก็ต้องเดินหน้าต่อไป เออ...วันนี้ไปซื้อข้าวในห้าง เจอเจ้าของร้านอาหารไทยเค้าดีมากเลยแถมกับข้าวให้กินด้วย โชคดีมากๆ จ่ายตังค์ไปนิดนึงแต่ได้กินคุ้ม อิอิ
อาทิตย์หน้าก็จะรู้ผลสอบแล้วกลัวได้อยู่ Level 1 มากๆ เปลืองเวลาและที่สำคัญเปลืองตังค์ เฮ้ออ ก็เรามันคนเดินดินมิใช่เศรษฐีที่ไหนนี่นา เด่วอะไรเข้าที่เข้าทางจะเริ่มออกทำงานหาเงินละ ภาวนาขอให้ได้งานดีๆด้วยเถิด.....
คิดถึงเพื่อนที่เมืองไทยเสมอจ้า...
6月4日 ทำข้อสอบไม่ทัน เซ็งเป็ด....วันนี้มสอบวัดระดับภาษา มันมี 3 Level, Level ละ 1 เทอม ค่าเรียนตกเทอมละหกพันกว่าเหรียญรวมค่าหอแล้ว(แพงกว่าค่าเรียน ป.โท อีกอ่ะ) คนปกติส่วนใหญ่สอบได้ Level 2 เราก็อยากได้ Level 2,3 ไรงี้ จะได้ไม่เปลืองตังค์ที่บ้านมาก แล้ววันนี้ทำข้อสอบขอบอกว่าไม่ต่างอะไรจากข้อสอบโทเฟลเลย เขียนล้วนๆ มันไม่ได้ยากหรอกนะแต่ต้องใช้เวลาเขียนนิดนึง เด็กไทยส่วนใหญ่ทำไม่ทัน แต่เด็กจีนทำเสร็จก่อนเวลา พระเจ้า เก่งมาจากไหนกันเนี่ย เราเลยเซ็งไปหลายชั่วโมง เลิกเรียนก็ไปหาซื้อของเข้าหอ นั่งรถเมล์ไปเป็นกลุ่มใหญ่เลย อย่างกับกระเหรี่ยงเลย ฮามาก อากาศร้อนสุดๆ อย่างกะอยู่พัทยา สรุป นอกจากจะเซ็งเป็ดแล้ว ยังตัวดำกลับมา เอิ๊กๆ
6月2日 ก็แค่อยากเล่าสู่กันฟัง คิดถึงง่ะได้เวลา up date เรื่องราวชีวิตซะที หลังจากที่บินมาไกลแสนไกลถึงนี่ เรื่องราวระหว่างตอนเดินทางก็ไม่มีไรมากเพราะเราค่อนข้างชิวกับการเดินทางโดยเครื่องบิน เราตั้งใจแวะที่ Seattle, WA เป็นที่แรก เพราะตั้งใจมาเที่ยวหาใครบางคน อิอิ มาถึงก็ทุ่มกว่าแล้วแต่ที่นี่ยังสว่างอยู่เลย คนที่นี่น่ารักมากๆ อัธยาศัยดี ค่อนข้างมีมารยาทกว่าเมืองอื่นที่เราเคยไปมา ไฮโซว่างั้นเหอะ ยังเหยียบเมกาไม่ทันไรก็มีเรื่องให้เสียตังค์แระ รถเข็ญ 3 เหรียญถ้าเป็นเมืองไทยก็คงฟรี จากนั้นเราออกมาแล้วเราจะติดต่อพี่นพยังไงล่ะ ป่านนี้ลืมมารับเราแล้วมั้ง ซิมมือถือที่นี่ก็อยู่กะพี่นพซะด้วย หันไปรอบกาย เลยเข้าไปถามเจ้าหน้าที่ว่ามีโทรศัพท์สาธารณะป่าว แล้วก็เดินไปตามที่เค้าชี้ ปัญหาก็คือเรามีเหรียญ 25 เซ็นแค่ 3 เหรียญ ขาดไปอีกเหรียญนึง เอาละสิทำไง จะขอคนแถวนั้นเหรอ แค่เหรียญ 25 cent เอง ให้ความรู้สึกหมดอาลัยตายอยาก เลยคิดว่า เอาวะ ไหนๆก็ต้องหน้าด้านขอแระ ขอยืมมือถือเลยละกาน ฮ่าๆ ด้านมากๆค่าแพตตี้ แล้วก็ได้โทรจริงๆ เหอๆ ยึดหลักด้านได้อายอด และแล้วพี่นพก็ขับรถโฉบมารับเรา นึกในใจนี่กี่ปีแล้วเนี่ยที่เราไม่ได้เจอกัน เจอกันอีกทีก็เป็นผู้ใหญ่มากๆเลย แต่ก็ต๊องเหมือนเดิม เมืองนี้สวยมากๆเลยล่ะ ถ้ามีโอกาสเลือกได้ก็คงจะมาอยู่ สรุปก็ใช้เวลาเที่ยวที่นั่นอยู่สองวัน แฮบปี้มากมาย ทั้งๆที่ยังงัวเงียกับการปรับเวลา แต่งั้นเลี้ยงก็ต้องมีวันเลิกลาเป็นธรรมดา เราต้องออกเดินทางไป Texas ตอนตีสี่กว่า สรุปคือคืนนั้นเราไม่หลับ แพกกระเป๋าแล้วก็ออกจากบ้านเลย มาถึงที่สนามบินเค้าไฮเทคมากๆเลย เช็คอินเองหมด เริ่ดค่า พนักงานไม่ต้องเหนื่อยผู้โดยสารทำเอง แล้วเราก็เหินฟ้าไปลง Denver กับ Alaska airline เราเป็นคนเอเชียในฝรั่งกลุ่มใหญ่มาก เราเลยรู้สึกแปลกนิดนึงง แบบว่าชั้นมาทำอะไรที่นี่ แต่ก็เอาเหอะจะถอยหลังกลับไปได้ไง บินมาไกลถึงนี่แล้ว แอร์ สจ๊วต สายการบินเมกันช่างแตกต่างจากเอเชียมากมาย ก็ทั้งอ้วน แก่ ตัวใหญ่ ผมกระเซิงเชียว เอิ๊กๆ แต่ก็สร้างความขบขันให้ผู้ได้สารได้ดีเลยทีเดียว ประทับใจค่า จากนั้นก็ต้องบินไปลงที่ Dallas ต่อ ตราวนี้บินของ American Aireline ขอบอกว่าถ้าเลือกได้อย่าขึ้นเลย ห่วย พอมาถึง Dallas, TX เราก็เริ่มเห็นความแตกต่างของผู้คนละว่ามันเป็นอย่างที่เค้าพูดจริงๆ ยังไงน่ะเหรอ ก็แบบว่าสไตล์ลูกทุ่งๆ คาวบอย ไรทำนองนั้น แต่ก็ friendly ดีนะ โชคดีด้วยล่ะเจอแต่คนดี บอกตัวเองในใจ เฮ้ย นี่มันแค่การเริ่มต้น อย่าไว้ใจทางอย่าวางใจคน เพราะที่ผ่านมาอเมกามันสอนเรื่องพวกนี้เยอะ จากนั้นเราก็บินมาที่ Corpus Christi ด้วยสายการบิน American Eagle เครื่องลำเล็กสุดที่เราเคยนั่งมีอยู่สามแถวอ่ะทั้งลำ ถึงขั้นกระเป๋าเรายัดเข้าไปไม่ได้ นังแอร์เฒ่ามันก็รีบเดินมาจิกเราใหญ่เลย ว่ากระเป๋า U อ่ะ ใหญ่เกิน เอาไปวางข้างนอกนู่น เราก็เฮ้ยไรเนี่ย เกิดหายขึ้นมาจะทำไง she ก็บอกว่าไม่หายแต่เอาไปวางไว้ใต้เครื่อง เรานั่งมาด้วยความหดหู่ใจ พอมองลงไปข้างล่างก็เห็นพื้นที่สีเขียว พระเจ้า! บ้านนอกอย่างที่เค้าว่าจริงๆ มาถึงสนามบินก็มีคนมารับ อ. จากมหาลัยนั่นแหละ อากาศร้อนพอๆกะพัทยา มหาลัยน่าอยู่นะ มีพี่คนไทยที่เรียนโทคอยมาดูแลเป็นพักๆ น่ารักมากๆ ขอบคุณจริงๆค่ะ อ๋อลืมบอกไปว่าเราได้รูมเมดเป็นเมกัน ฮาดี ดึกๆพาแฟนมานอนที่ห้องด้วย กร๊ากกก ไม่อยากเล่าต่อ อิอิ
สรูปเรานอนหลับไปด้วยความเมื่อยล้า ก็นั่งเครื่องบินตั้งแต่หกโมงเช้าถึงหกโมงเย็น ได้หลับก็ตีหนึ่งแล้ว พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปเรียนด้วย สรุปเช้ามาเกือบไปเรียนไม่ทัน ตื่นสาย ไปเรียนในสภาพเพิ่งสระผมเสร็จแต่ก็นะเมกันไม่คิดไรมาก ใส่เสื้อยืดรองเท้าเตะก็ได้ เพื่อนในห้องเรียนเก่งๆทั้งนั้น เด็กจีนพูดมากจนเราปวดหัวแต่ก็ฮาดี ได้เพื่อนมาเยอะเลย สรุปวันแรกผ่านไปด้วยดี พรุ่งนี้มีสอบแล้วขอให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดีนะค้า....สาธุ พระเจ้าอวยพรหนูด้วย
สุดท้ายท้ายสุด
ขอบคุณ คุณพ่อ คุณแม่ และคนในครอบครัวมากๆที่ช่วยเหลือทุกอย่าง คิดถึงจัง
คิดถึงเพื่อนๆที่อยู่เมืองไทยอ่ะ ชั้นคิดถึงแกมากน้า
ขอบคุณพี่นพ ที่ take care ฝ้ายมาตลอด เวลาผ่านไป 5 ปี แต่พี่ก็ยังน่ารักเหมือนเดิมนะ รู้ตัวป่ะ อิอิ
5月21日 อีกครั้งกับการเดินทางไกลแสนไกลสิ้นเดือนนี้แล้วสินะ ที่จะต้องบินไปเรียนต่อที่ texas ตอนนี้ทุกอย่างจัดการหมดเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่แพคกระเป๋า แต่ก่อนไปก็มีเรื่องให้ขนหน้าแข้งร่วงค่า ก็ต้องจ่ายค่าเทอม ค่าอะไรต่อมิอะไร เยอะแยะไปหมด ทำเอาพ่อแม่เราอึ้งไปเลย เราก็ได้แต่ยิ้มแฮ่ๆ เออ...เทอมแรกก็อย่างงี้แหละเนอะ ค่าใช้จ่ายเยอะ เด่วเทอมต่อไปน้องจะจ่ายเอง (ตอนพูดไม่ได้คิด) แต่ตอนนี้มานั่งคิด จะเป็นไปได้ไม่ว้าที่จะทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย เพราะตารางเรียนแน่นมากๆ แถมมีสอบนั่นสอบนี่อีก นึกละปวดหัวจี๊ดขึ้นมาเลย นึกในใจเอาน่า ไหนๆก็เดินมาถึงนี่แระ สู้ต่อไป ตอนนี้เราก็รู้สึกขอบคุณพ่อกับแม่มากๆที่ support เราทุกเรื่อง ทุกเวลา ยิ่งเห็นตอนที่ถอนเงินก้อนโตมาให้เราแล้วน้ำตาจะไหล เราคงต้องตั้งใจเรียนมากๆเลยล่ะ คงใช้ชีวิตแบบง๊องแง๊ง แอบเยินล็กน้อย เหมือนตอนอยู่ที่ L.A. ไม่ได้อีกแล้ว เอาล่ะในเมื่อมีโอกาสก็ต้องไขว่คว้าให้ถึงที่สุด สู้ตายค้า......
ปล. เพื่อนๆหลายคนก็กำลังจะเรียนต่อโท บางคนก็กำลังจะจบ เราก็เอาใจช่วยน้า คิดถึงพวกแกว่ะ;) 5月2日 สี่แพร่ง เสียว สยองเมื่อคืนไปกินข้าวกับเพื่อนที่ร้าน "ข้าวเม่า ข้าวฟ้าง" บรรยากาศในร้านดีมาก ให้อารมณ์แบบ jungle มีน้ำตกสวยดี ไปกินกันสามคน ฝ้าย ณัฐ ภู เมาท์กระจาย อาหารรสชาติดีนะ แต่ได้น้อย การตกแต่งอาหาร หรือ จาน นี่ต้องรีบแก้ไขเพราะยังเป็นจานเมลานีนอยู่เลย ไม่ค่อยสมราคาแพงเท่าไหร่ แต่จุดเด่นที่ร้านนี้อยู่ที่ "ห้องน้ำ" ค่า ห้องน้ำสวยมากๆ อ่างล้างมือตอนแรกหาก๊อกน้ำไม่เจอ คลำไปคลำมา อ้าวมันคือหินดีๆนี่เอง บางอันก็เป็นท่อไม้ โหย...ไอเดียดีมากๆ คนที่ไปแล้วคงชอบเหมือนเรา ใครมาเชียงใหม่อย่าลืมแวะมาร้านนี้ฮิปมาก
กินข้าวเสร็จสามทุ่มพอดี เลยถือโอกาสไปดูหนังรอบดึกต่อ สรุปเราไปดู "สี่แพร่ง" กัน มันเป็นหนังผีที่ระทึกมาก ถึงขั้นนั่งหลังไม่ติดเก้าอี้ ตั้งแต่ตอนแรกละ แต่ฉากที่เราชอบคงเป็นตอนที่สาม ทั้งฮา ทั้งกลัว ปิดด้วยฉากสุดท้ายนี่ก็สยองเอาการ สรุปเสียตังค์ไป 140 ได้ดูซัก 100 อีก 40 หายไปกับการหลับตา อิอิ คุ้มนะเราว่า หนังเรื่องนี้ ดูตอนดึกนี่แทบไม่อยากขับรถกลับบ้าน หลอนมากค่า เพื่อนๆคิดเหมือนเรามะ??? 3月29日 @ Riversideเมื่อคืนเพิ่งไปกินข้าวกับเพื่อนๆที่ riverside มา งานนี้มี แนน ฉุย ลิฟท์ตุ๊ย เอม แล้วก็ฝ้าย บรรยากาศริมน้ำปิงก็ยังชิวเหมือนเดิม ในร้านมีแต่ฝรั่งเกินครึ่งร้าน มันเลยทำให้อาหารรสชาติเปลี่ยนไปด้วยรึเปล่า?? ก็ไม่ได้อยาก comment มากนะแต่ขอนิดนึงเพราะเมื่อก่อนเราก็ชอบมากินร้านนี้ แต่หลังจากที่ห่างหายไปเกือบปี ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปซะงั้น!! เริ่มจาก ข้าวผัดปู หวานมากๆ ยำทะเลรวม พี่แกเล่นเสริฟแบบว่าเอาซอสศรีราชามาปรุง อย่างอื่นก็พอแหลกล้าย แต่ถามว่าอร่อยมั้ย ทุกคนก็ลงความเห็นว่าโคตรไม่อร่อยเลย ต้องปรับปรุงด่วน (ถึงว่าข้าวไม่ค่อยกิน เน้นเบียร์กันซ้า..) แต่ด้วยบรรยากาศริมน้ำปิง ลมพัดชิวๆ มันก็เลยกลบเกลื่อนความไม่อร่อยของอาหารได้ไง....ก็เลยเอามาเล่าสู่กันฟังถ้ากลับมาเที่ยวตอนสงกรานต์ ร้านนี้คงต้องขอผ่าน ร้านอื่นคงดีกว่าเยอะ อีกอย่างที่เราเห็นความเปลี่ยนแปลงก็คือพวกเราเอง เมื่อก่อนเวลา meeting ก็จะคุยเรื่องไร้สาระ เรื่อยเปื่อย โปกฮาตามประสา แต่พอทุกคนทำงาน เรียนโทกัน ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป คุยแบบว่ามีสาระ คุยเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง โอ้ววแม่เจ้า...เวลาทำให้คนเปลี่ยนไปจริงๆด้วย อิอิ 3月16日 Up Date ชีวิตช่วงกลางเดือนมีนากัน!ห่างหายไปนานสำหรับ My Space ก็ช่วงนี้เล่นเรียน TOEFL กันเกือบทุกวัน จริงๆเราไม่ต้องใช้หรอกเพราะเราลงเรียนภาษาที่ U ไว้อยู่แล้ว แต่เพื่อความประหยัดตัง เรียนเตรียมไว้ก่อนถึงเวลาสอบเข้าชั้นเรียนจะได้ไม่ต้องเรียนหลาย Level เรากะเรียนแค่ Level เดียวพอ คอร์สเรียนภาษาแพงกว่าค่าเทอมเรียนโทอีก คิดละก็เหนื่อยใจ ชีวิตช่วงนี้ก็อยู่กับหนังสือและครอบครัวซะส่วนใหญ่ ขนาดเพื่อนที่ทำงานเก่าชวนไปมังกี้เมื่อคืนยังไม่ได้ไปเลย เฮ้อ รู้สึกผิดเหมือนกัน โทษทีนะคุณเพื่อน แต่อาทิตย์หน้าเรากะว่าจะไปเซอร์ไพร์สถึงที่ทำงานเลย...หลังจากนี้ก็คงต้องเตรียม GMAT ซึ่งยากมากๆขั้นปราบเซียน แล้วถ้าคนสอบไม่ใช่เซียนอย่างเราล่ะ ??? จะพยายามละกันค่า
ตอนนี้ก็รอเอกสารจากมหาลัยแล้วขอวีซ่า หลายคนขู่เราว่าแกกลับมาก่อนเวลาที่เค้ากำหนด มีปัญหาในการขอวีซ่ารอบต่อไปแน่ฝ้าย!! ถึงขั้นแอบเสีย self แต่ในใจก็คิดว่าเรามีเหตุผลเพียงพอ เค้าไม่น่าจะโหดร้ายกับเรา และเพื่อความชัวร์เราเลยตัดสินใจเมลล์ไปถามกงสุลซะเลย เพราะที่เชียงใหม่เพิ่งเปลี่ยนกงสุล แถบยังเฮียบมาก เค้าว่ากันมาอีกทีอ่านะ ถึงขั้นตอบจดหมายเอง ตามประสาหนุ่มไฟแรง เหอๆ ก่อนส่งเมลล์เราก็ให้โทนี่ อ. สอน Toefl เราตรวจทานความเรียบร้อย แล้ว ก็ส่งไป กงสุลก็ตอบกลับมาด้วยความรวดเร็วตามประสาอเมริกันที่ทำงานกันเร็ว เค้าก็บอกว่าไม่มีปัญหากลับไปเรียนต่อได้ แค่เตรียมเอกสารมาให้พร้อม แถมยังนัดเวลาในการ discuss มาให้เรียบร้อย แต่เค้าก็ยังถามเรากลับว่า แล้วคุณจะรีบกลับไปก่อนวีซ่าอันเก่าจะหมดทำไมทั้งๆที่มหาลัยเปิดเรียนวันที่ 2 มิ.ย. วีซ่าเราหมดอายุวันที่ 25 พ.ค. แต่เราอยากไปก่อน กะเที่ยว seattle ก่อนซักอาทิตย์ ดูไร้สาระไปมะ
ถามว่าเราอยากกลับไป L.A. มั้ย เราตอบได้เลยว่า "ไม่" ถ้าไม่ติดว่ามีเพื่อนๆพี่ๆที่เรารู้สึกดีด้วย อยู่ที่นั่นเราคงไม่ไปเหยียบอีก เชื่อมั้ยว่าเรารู้สึกผะอืดผะอมทุกครั้งที่นึกถึง L.A. ผิดกับเวลาที่นึกถึง New Jersey มันมีความสุขและอยากกลับไปที่นั่นอีก อาจเป็นเพราะเราได้เจอประสบการณ์ที่ดี คนดี เพื่อนดี และอีกหลายๆอย่างที่เราไม่สามารถหาได้ใน L.A. เรายังนึกอยู่เลยว่า โชคดีว่ะที่เหยียบ NY, NJ, PA ก่อนที่จะเหยียบ L.A. ถ้ามาที่ L.A. ก่อน คงไม่อยากกลับไปอเมกาอีกแล้วเหมือนเพื่อนเราหลายคน แต่ก็นะถือว่าเป็นรสชาติของชีวิตตอนอายุยี่สิบต้นๆ
หนทางชีวิตอีกไม่กี่เดือนข้างหน้ากับชีวิตที่เราต้องบินอีกแล้ว บินไกลด้วย แถมยังต้องจากบ้านไปนานกว่าเดิมหลายปีเพื่อที่จะไปแสวงหาขุมทรัพย์ที่เรียกว่า "ปัญญา" ที่ต้องแลกด้วยเงิน หยาดเหงื่อแรงกาย ความอดทนตลอดจนถึงความเพียรพยายาม จะเป็นอย่างไรเราก็ไม่สามารถคาดเดาได้ แต่ที่แน่ๆถนนเส้นนี้มันคดเคี้ยวแล้วก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ชัวร์ ฟันธง......
BiG ThankS;
- PaPa & MaMa ที่คอยสนับสนุนทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องเงิน ที่ต้องใช้ในการศึกษาเล่าเรียน ฝ้ายจะตั้งใจเรียนค่า
- ทุกคนในครอบครัว ตั้งแต่ ยาย ตา น้า น้องชาย ที่คอยให้กำลังใจทุกเวลา
- เพื่อนๆ รู้สึกดีเหลือเกินที่มีเพื่อนที่ดีแบบทุกวันนี้
2月22日 ทำบุญวันมาฆบูชาที่วัดพระธรรมกายจะว่าไปเรานี่ก็โชคดีเหมือนกันนะที่เกิดมาในครอบครัวที่ชอบทำบุญมากๆ ถึงมากที่สุด โดยเฉพาะแม่เราที่ธรรมะธัมโมซะเหลือเกิน ตลอดจนถึงชอบเรื่องเทพเจ้าอะไรทำนองนี้ เราก็เลยซึมซับจากแม่มาบ้างแต่ไม่ถึงขั้นสุด (เพื่อนๆในกลุ่มคงรู้ดี อิอิ) บางทีก็สงสัยตั้งแต่เด็กละว่าทำไมย่ากับแม่ถึงทุ่มเทเรื่องพระเรื่องเจ้าอย่างถึงที่สุด ชนิดที่ว่าใครห้ามไม่ได้ ก็ชั้นจะไป แหล่งบุญอยู่ไกลแค่ไหนก็จะไป แต่ตอนนี้เราเริ่มรู้แล้วล่ะว่าเพราะอะไร.....
วันมาฆบูชาที่ผ่านมาเราได้มีโอกาสไปทำบญกับแม่ที่วัดพระธรรมกาย ปทุมธานี วัดนี้เราไปปีละครั้งอ่ะ แต่แม่เราสิไปบ่อย ปีนี้เราว่างประจวบเหมาะกับอยากทำบุญเลยอาสาไปส่งแม่ ต้องบอกก่อนว่าวัดนี้เราค่อนข้างศรัทธาเพราะความที่เค้าทำงานเป็นระบบ เป็นระเบียบ ประกอบกับความน่าเลื่อมใสของพระภิกษุในนั้น แทบไม่น่าเชื่อว่าพลังบุญจากทั่วทุกสารทิศจะมารวมกันอยู่ที่นี่เป็นหมื่นๆคน สิ่งที่เราเห็นตรงหน้าคือเด็กเยาวชน วัยรุ่น เป็นผู้จัดงานเกือบทั้งหมด เก่งจริงๆเด็กสมัยนี้ หลวงพ่อวัดนี้เก่งจังที่สามารถดึงแรงกายแรงใจของวัยรุ่น แรพโย่ว หลายร้อยคนมาช่วยงานแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย....แพทตี้ชื่นชมค่ะ อิอิ
เช้าวันนั้นเราเริ่มต้นด้วยการใส่บาตรพระภิกษุหลายร้อยรูป เราเห็นพิธีกรรมที่เค้าจัดก็อดปลื้มไม่ได้ เพอร์เฟคซะเหลือเกิน สวยงามด้วย ทำให้คนที่ไม่ค่อยชอบเข้าวัดอย่างเราซึ้งได้อ่ะ ช่วงสายก็ปฏิบัติธรรม ฟังเทศน์ สภาพเราตอนนั้นเหรอ ก็นั่งสมาธิ....แต่ก็หลับ!! แป่ววว ก็มันง่วงอ่ะ เมื่อคืนนอนน้อยนี่นา ซักพักก็มีเด็กอายุซัก 7 ขวบ ถือป้ายมาชูตรงหน้าเรา (อย่างที่บอกเด็กเยาวชนช่วยงานซะส่วนใหญ่) ป้ายเขียนว่า "ช่วงเวลาปฏิบัติธรรม" อืมมม คือว่าน้องต้องการบอกอะไรพี่เหรอคะ ก็พี่ง่วงอ่าค่ะ... น้องเค้าก็อดทนจริงๆชูอยู่นั่นแหละไม่ยอมไปซักที.... ก็ได้ค่ะพี่ฝ้ายยอมแระ นั่งสมาธิต่อก็ได้ นั่งไปได้ซักพักก็ฟังหลวงพ่อเทศน์ อิ่มบุญจริงๆเลยวันนี้ เพื่อนๆอย่าลืมอนุโมทนาบุญกับเรานะ สาธุ อาจจะมีบาปปะปนมามั่งก็ไม่เป็นไรใช่มะ อิอิ
ช่วงเย็นเค้าก็มีการมอบรางวัลให้กับผู้ชนะเลิศในการสอบหลักธรรมะ รางวัลละ 1 ล้านอ่ะเพื่อน เราได้ยินก็ตาโตเลย โห...เงินรางวัลเยอะจัง ปีหน้าเรายอมนั่งท่องหนังสือสอบเลย จากนั้นเค้าก็มีพิธีเวียนเทียนแล้วก็จุดประทีบ สิ่งที่เราเห็นตรงหน้าเราตอนนั้นคือ คนจำนวนมากมายมหาศาลที่แวดล้อมพระเจดีย์ธรรมกาย แล้วในจำนวนคนมากมายเหล่านั้น ก็มีทั้ง เด็ก ผู้ใหญ่ คนชรา ตลอดจนถึงคนพิการ และคนที่กำลังป่วย โดยเฉพาะอันหลังเนี่ย คนป่วยที่ไม่รู้ว่าจะไปจากโลกนี้เมื่อไหร่ เค้ายังมีความพยายามที่จะมาแสวงบุญ ทั้งๆที่เค้าต้องให้คนอื่นหอบขึ้นเตียงมาถึงที่นี่ พระเจ้า!! เราเห็นความพยายามของเค้าแล้วก็อดซึ้งใจแทนไม่ได้ เค้าป่วยถึงขั้นช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แล้ว ได้แต่นอนรอวันที่เค้าต้องไปจากโลกนี้ มันเลยเป็นข้อคิดที่เราได้จากการไปทำบุญวันนั้นว่า เพราะอนาคตเปนสิ่งไม่แน่นอน ฉะนั้นในช่วงเวลาที่เรายังอายุน้อย แข็งแรง เราเลยต้องหมั่นทำสิ่งดีๆที่เรียกว่า"บุญ" ไว้มากๆ เพื่อที่เราจะได้ไม่เสียดายในตอนแก่หรือตอนที่ตกทุกข์ได้ยากว่า..ทำไมน้าเราถึงไม่สะสมกรรมดีไว้แต่ตอนอายุยังน้อย...อาแมน
2月10日 ช่วงเวลาดีๆกับคนในครอบครัวกลับมาคราวนี้รู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก ถึงขั้นไม่อยากกลับไปอเมริกาแระ อิอิ อาจจะเป็นเพราะว่าอยู่ที่นี่มีคนที่เรารักไม่ว่าจะเป็น ครอบครัว มีเพื่อนฝูง แต่ก็นะอนาคต การศึกษา ก็เป็นเรื่องสำคัญคงจะทิ้งเรื่องนี้ไม่ได้ ตอนนี้เราก็เตรียมเอกสาร เอกสารมันเยอะจนเราเริ่มท้อ ไหนจะเอกสารรับรองที่ต้องรอจาก อ. ตั้ง 3 ฉบับ ให้ส่งภายในเดือนนี้ด้วย จะทันมั้ยเนี่ย ไม่ทันก็เลื่อนไปเรียนเทอมหน้าละกัน บอกแล้วไงว่าไม่ค่อยอยากกลับไปอเมกาแล้ว อิอิ อีกอย่างเรายังต้องการเวลาที่จะอ่านหนังสือสอบ GMAT อยู่ ใครเคยสอบน่าจะรู้ว่ามันยากแค่ไหน....เฮ้ออ ก็จะสู้ต่อไป
อาทิตย์ที่ผ่านมาเลยใช้เวลาส่วนใหญ่กับคนในครอบครัว วันเสาร์ก็ไปกินฟูจิกะพ่อแม่ กินแบบไม่กลัวอ้วนเลยล่ะ อิอิ ชอบอ่ะ อาหารญี่ปุ่น วันอาทิตย์ก็พานายโจ้ น้องชาย ไปฉลองวันเกิดย้อนหลังที่ร้านพิซซ่าลูกของ Mr. Chan แถวทางไปสารภีอ่านะ อร่อยมากรสชาติเหมือนที่อเมริกาเลย มันเป็นพิซซ่าที่ทำสด แนะนำเพื่อนๆถ้ามาเชียงใหม่อย่าลืมแวะทานร้านนี้ จากนั้นก็ไปกินเค๊กต่อที่ Love at first bite ร้านเค๊กที่อร่อยสุดในเชียงใหม่ แถมยังแพงโคตร เอาน่านานๆที เสียตังค์แบบว่ากินข้าวดีกว่ามั้ย??? บรรยากาศในร้านก็คนเยอะเหมือนเดิม มีทั้งคนไทยแล้วก็ต่างชาติ ส่วนมากก็มาจาก BKK น่าภูมิใจแทนเจ้าของร้านจริงๆที่เค๊กอร่อยถึงขั้นชื่อเสียงกระจายไปทั่ว...
2月6日 เสม็ดฮาเฮ....อาจจะ up date ช้าไปหน่อยสำหรับช่วงเวลาดีๆที่เสม็ด แต่ยังไงก็ต้องขอบันทึกเรื่องราวดีๆแบบนี้ไว้ใน space หน่อย เพราะไม่รู้ว่าจะมีทริปเที่ยวที่สามารถรวมเพื่อนฝูงได้มากมายขนาดนี้อีกซักกี่ครั้ง....มันเหมือนทำให้เราได้ย้อนเวลาไปในสมัยเรียนมหาลัยอีกครั้งเลยล่ะ....
Jan 31, 2008 เดินทางถึง BKK ช่วงเย็นๆ เฮ้ออ ห่างหายไปนาน คิดถึงที่นี่จัง แหมมมก็ที่นี่อาหารอร่อย แล้วก็แหล่งละลายทรัพย์เลยนี่นา มาถึงได้ซักพักอาร์ทสุดหล่อ (รึเปล่า)ก็มารับไปกินข้าวเย็นที่ร้านอาหารญี่ปุ่น แถมยัง up date เรื่องราวมากมายช่วงที่เราไม่อยู่ให้ได้ฟัง ก่อนจะเจอเพื่อนฝูงแบบเต็มสตรีมวันพรุ่งนี้ แล้วเราก็ไปซุกหัวนอนที่คฤหาสของปิกนิกแถวสุทธิสาร
Feb 1, 2008 ตื่นมาด้วยความงัวเงีย พร้อมๆกับปิกนิกที่กำลังจะออกไปทำงาน แถมยังมีนัดกินข้าว ดูหนังกับเพื่อนๆหลังเลิกงาน ช่วงเช้าก็ไม่ลืมไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแถวราชประสงค์ เสร็จแล้วก็เลยไปเดินเตร็ดเตร่ เที่ยวเล่นแถว เซ็นทรัลเวิลแล้วก็พารากอน เย็นๆเสกกับอิงค์ก็มาหาแล้วเราก็ไปนั่งจิบกาแฟแถวสยามๆเพื่อรอเพื่อนๆ นั่งไปคุยไป เพื่อนๆก็มากันครบเลยย้ายไปกินสเต็กแถวสามย่านร้านประจำที่ชอบกินกัน เวลาเปลี่ยนแต่คนไม่เปลี่ยน อิอิ กินเยอะกันเหมือนเดิม รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกเวลาได้มากินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันแบบนี้ จากนั้นก็ไปดูหนังเรื่อง Sweeney Todd จริงๆเราไม่รู้รายละเอียดหนังเรื่องนี้หรอก แค่เพื่อนๆอยากดูเราก็ตามใจ อีกอย่างเราชอบนักแสดงนำ จอนนี่ เดป อยู่แล้วด้วย เข้าไปดูได้ซักพักเราก็หลับไป เอิ๊กๆ ก็มันดูไม่รู้เรื่องง่ะ โอเปร่า กันเกือบทั้งเรื่อง แต่นักแสดง แสดงดีกันเกือบทุกคน หนังเรื่องนี้เหมาะกับคนที่ชอบความโหด สยอง เพราะเชือดคอกันเกือบทั้งเรื่อง ไม่ค่อยเหมาะกับคู่รักกุ๊กกิ๊กซักเท่าไหร่ แต่เราว่าหนังเรื่องนี้ต้องได้เข้าชิงรางวัลออสการ์รอบต่อไปแน่ๆ....
Feb 2, 2008 หนังจบก็ห้าทุ่มกว่าแล้ว กลับบ้านก็เที่ยงคืน เลยเป็นเช้าอีกวันแระ แต่พวกเราก็ยังย่ำๆตระเวนราตรีกันอยู่ คืนนี้นัดนอนกันที่คฤหาสบ้านทรายทองของเจคกี้แถวบางซ่อน เพื่อนๆก็มารวมกันที่นี่เพราะต้องตื่นกันตอนตีสาม เพราะนัดกับเพื่อนกลุ่มใหญ่ที่เอกมัยตอนตีสี่ พระเจ้า จะตื่นไหวมั้ยเนี่ย นี่มันก็จะตีหนึ่งแล้ว ยังนั่งดู VCD the 77th report ที่เราทำไว้กับน้าลือ ฟีดแบคจากเพื่อนๆเป็นไงเหรอ ??? ก็ฮากันซ้า..ถ้าไม่รู้จักกันก็คงไม่ขำหรอก เอิ๊กๆ อ่านะเอามาให้ดูเพลินๆเวลาน้าลือจิกกัด จากนั้นก็หลับกันไป นอนยังไม่ทันหายง่วง อ้าว...ตีสามแล้วอ่ะ โหยยย ง่วงแสดด แล้วพวกเราก็ย้ายไปง่วงกันต่อที่เอกมัย ไปถึงก็เจอเพื่อนๆมากมาย (30 กว่าคน) ดูแล้วหน้าตาสดใสเหมือนไม่ได้นอนกันทุกคน ฮ่าๆ แต่เราว่าทุกคนดูดีขึ้นนะ แหม! ก็แน่ล่ะ ทำงานมีตังค์ใช้กันละนี่ อิอิ ทักทายกันได้ซักพักก็ขึ้นรถแล้วก็เป็นอันสลบกันทุกคน ตื่นมาอีกที เฮ้ยยย ทะเลแล้ววว โย่วๆ หาอะไรกินกัน พอให้อิ่มท้องก่อนขึ้น speed boat ไปอ่าวลุงดำ ปกติเวลาเรามาเสม็ดเราก็นั่งเรือโดยสารปกติ แต่คราวนี้นั่ง speed boat เป็นอะไรที่เหมือนซื้อตั๋วชี้นรถไฟเหาะ ก็คนขับ ขับได้แบบเฟี๊ยวฟ๊าว โต้คลื่นกันกระจาย กรี๊ดกันสนั่น แล้วก็รู้สึกอยากให้อาหารปลายังไงอย่างงั้น โชคดีที่ถึงอ่าวลุงดำก่อน อิอิ
"ทรายขาว น้ำใส ทะเลสวย" น่าจะเป็นคำจำกัดความที่ดีสำหรับทะเลที่อ่าวลุงดำ เรียกว่าไม่ผิดหวังเลยล่ะ พวกเราก็จัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าเล่นน้ำทะเลกัน ถ่ายรูปกันอย่างที่เห็นกันนั่นแหละ ดึกๆก็กินเหล้าเฮฮากัน บางคนก็นอนชิวตรงหาดทราย ฟังเสียงคลื่น ดูดาวไป เราก็เป็นหนึ่งในนั้น อยากบอกว่าชิวมากๆ ต้องได้ลองถึงรู้....เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากมายเลยจริงๆ....
Feb 3, 2008 เช้านี้ตื่นขึ้นมาด้วยความสดใส กำลังจะก้าวออกจากเตียงก็เหลือบไปเห็นคุณชายอาร์ทนอนอยู่ที่พื้น น่าสงสารเจงๆ เตียงมันนอนได้สามคนอ่าแก เลยปลุกให้มานอนต่อบนเตียง ฝ้าย ปิกนิก อิงค์ ก็ทยอยออกไปถ่ายรูปแล้วก็ไปกินข้าวเช้าที่ร้านอาหารอีกฝั่งหนึ่ง ระหว่างทางก็เจอมุมถ่ายรูปเยอะแยะมากมาย ถ่ายกันกระหน่ำ สนุกสนานไปตามๆกัน ทำให้นึกถึงช่วงเวลาตอนสมัยเรียนเลยล่ะ เราว่าทริปนี้ค่อนข้าง perfect เลยนะถึงแม้ว่าจะมีมรสุมบ้าง แต่ด้วยความที่ทุกคนชิว มาเที่ยวกันแบบไม่คิดไรมาก ทุกอย่างมันเลยออกมาชิวๆ แล้วก็เชื่อว่าช่วงเวลาดีๆ มิตรภาพความเป็นเพื่อน จะอยู่กับพวกเราตลอดไปจ้า I Love you all! Marketing Trainee#20.
BiG Thanks For...
ราชรถใจดี อาร์ท แจคกี้ ขอบใจแกมากๆเลยล่ะ
คฤหาสบ้านทรายทองทั้งสองหลัง ปิกนิก แจคกี้ ไว้ว่างๆจะแวะไปเที่ยวหาใหม่
พี่ปัด ขอบคุณค่าสำหรับบลูเบอรี่ชีสเค๊กอร่อยๆ แล้วก็อาหารญี่ปุ่น ชอบมากค่ะ
เพื่อนๆ มช. อิ๊ง เสก ฉุย เอม และเพื่อนๆ TR#20 ที่พิมพ์ชื่อยังไงก็คงพิมพ์ไม่หมด แล้วเจอกันใหม่ทริปหน้าค้า.... 1月28日 จะเก็บเรื่องราวดีๆเอาไว้....
ส่งท้ายก่อนจากอเมริกา
Jan 18,2007 เมื่อคืนพี่นพส่งข้อความมา good night the last night in America อ่านแล้วก็ใจหายเหมือนกัน นี่เราต้องจากที่นี่ไปจริงๆแล้วเหรอเนี่ย อ่านะเลือกเองๆ เด่วก็กลับมาใหม่ พยายามบอกตัวเอง วันนี้ตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นแต่เช้าเพราะมีอะไรหลายๆอย่างต้องทำ อย่างแรกก็เอาของไปให้พี่แอ๊มสุดหล่อแล้วก็ไปปิดบัญชีธนาคาร แต่สิ่งที่เราพลาดก็คือเราไปรูดบัตรมาเมื่อวานน่ะสิ วันนี้เราเลยปิดบัญชีธนาคารในส่วนของ Checking Account ไม่ได้ เฮ้ออ สงสัยจะได้มาที่นี่อีกจริงๆ (มันต้องมีเหตุเสมอ อิอิ) จากนั้นก็มาเก็บกระเป๋าอันเบ้อเร่อ หนักมากมาย ของเยอะโคตรๆ นี่ขนาดแบ่งไปบริจาคมั่งละนะ ก็อย่างว่าแหละเรามันบ้าเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เสียตังค์กะพวกนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรละ
ตอนบ่ายก็ไปถ่ายสารคดีทีวีไทยที่ Thai Town Hollywood คิดดูดิทำงานจนถึงวินาทีสุดท้าย แต่ก็เปรมนะเพราะไรรู้ป่าว ก็มันได้ตังค์ไงยืนพูดอยู่ไม่กี่ย่อหน้าก็ได้ตังค์มาแระร้อยเหรียญ ฮ่าๆ มันก็เป็นผลตอบแทนจากค่าความคิด ค่าสมองที่น่าเขียนสคริปมาหลายอาทิตย์ จากนั้นเราก็รีบกลับบ้านมาจัดกระเป๋าต่อ เพราะเน็ตกับทรายจะมารับตอนหกโมงเย็นแล้ว ขากลับจาก Thai Town รถติดมากมายบนฟรีเวย์ นึกถึง กทม เลยล่ะ กว่าจะถึงบ้านได้ก็ปาไปชั่วโมงกว่า
พอถึงบ้านก็ล่ำลาเจ้าของบ้าน เน็ต ทราย มารับช่วยกันขนกระเป๋ากันยกใหญ่ หนักโคตร นึกสภาพผู้หญิงตัวเล็กๆสามคนช่วยกันหอบหิ้วกระเป๋าใหญ่ๆ ฮ่าๆ เป็นผู้หญิงสวยต้องอดทน เอิ๊กๆ
เดินไปถึงสนามบินก็ใช่ย่อยรถติดมากๆ มันเป็นคืนวันศุกร์ด้วยแหละ นึกสภาพดูสิรถติดบนฟรีเวย์แบบมองไปทางไหนก็อึดอัดไปหมด แต่หนูเนตของเราก็ไม่ละความพยายามเอา navigator มาหาทางที่เร็วที่สุด เลยตัดสินใจลงไปวิ่งถนนปกติ ฮ่าๆแล้วก็ได้ผลถึงเป้าหมายโดยสวัสดิภาพ
พอถึงสนามบินก็รีบเข้ามา check in สายการบินไทยที่นี่ดูแล้วก็ธรรมดานะสำหรับ counter service เราก็ขอเค้า Check thru to Chiang Mai เพราะไม่สามารถแบคกระเป๋าใหญ่ๆได้จริงๆ เออลืมเล่าว่าทำมือถือตกระหว่างทางที่เดินมาด้วย โชคดีมากๆที่มีเจ้าหน้าที่คนดำอ่ะ เค้าเก็บให้แล้วเอามาคืน เราตกใจมากเลย เฮ้ย! คุณรู้ได้ไงว่าเป็นของชั้น ปรากฏว่าเค้าโทรหาเพื่อนเราใน list แล้วก็สอบถามว่าเจ้าของเครื่องเป็นใคร อีกอย่างเราถ่ายรูปเราไว้บนหน้าจอมือถือ เค้าเลยวิ่งเข้ามาหาเราที่การบินไทยแล้วก็มาถามว่า Is that your phone? เราก็มองหน้าเค้าด้วยความเหลือเชื่อ เราถือว่าโชคดีมากๆเลยนะเพราะคิดดีสิโอกาสที่จะหาเจอมันยากมากเลยนะ สนามบินคนเป็นพัน ขอบคุณพระเจ้าที่ยังเข้าข้างแพท จากนั้นพอร่ำรากับเพื่อนๆเสร็จก็เลยเดินไปชอบปิ๊งที่ duty free แล้วก็เข้า Gate ตอนเนี๊ยะแหละระทึก เพื่อนก็เคยขู่มาก่อนหน้านี้แล้วว่า ขั้นตอนการสแกนที่อเมกา เดี๋ยวนี้โหด และเคี่ยวมาก เราก็ เหรอๆ คิดในใจคงไม่มาแจคพอตที่ชั้นหรอก และแล้วก็โดนจนได้!!! เราหอบสองกระเป๋า มีกระเป๋าโน้ตบุคกับกระเป๋าลากขึ้นเครื่อง ก่อนสแกนเราว่าเราถอดทุกอย่างละนะสร้อย ตุ๊มหู เข็มขัด แต่ลืมถอดรองเท้าอ่ะ พอเดินผ่านเครื่องสแกนมันก็ร้องอ่าดิ เลยโดนเข้าไปกักบริเวณตรงห้องกระจก เพื่อรอให้เจ้าหน้าที่ผู้หญิงมาตรวจแบบละเอียด เจ้าหน้าที่ก็ทำหน้าเครียดมาถามเราใหญ่เลยมาคนเดียวหรือมากะใคร (นึกในใจเหมือนที่เน็ตเล่าให้ฟังเป๊ะเลยวุ๊ย) เราก็บอกว่ามาคนเดียว แล้วเค้าก็ให้เราออกมายืนกางแขน กางขา ยกนั่น ยกนี่ แถมยังโดนตรวจกระเป๋าอีกพอดีมันมีโน้ตบุค นาฬิกาข้อมือในนั้น เค้าก็ถามเราว่าได้นาฬิกามาจากไหน ถามโน่นถามนี่ เราก็ตอบไปด้วยความเหนื่อย แต่ชอตที่ตื่นเต้นมันอยู่ตรงที่เจ้าหน้าที่ผู้หญิงมาตรวจละเอียดแบบเกือบทุกซอกทุกมุมของร่างกาย เราก็จั๊กจี้อ่าดิ เขินด้วย อิอิ
ตอนนี้อยู่บนเครื่องบินไฟล์ทบินตรงจาก LAX-BKK ของสายการบินไทย พนักงานต้อนรับน่ารักทุกคนเลยนะ บริการเรากับพี่ที่นั่งข้างๆอย่างกับชั้นธุรกิจ ก็เค้าขอแลกอาหาร Vegan ของเราไปให้แขกชั้นธุรกิจน่ะสิ เราก็ให้เค้าไปเพราะอาหารปกติมันน่ากินยั่วน้ำลายเราซะเหลือเกิน สรุปไฟล์ทนี้ให้คำจำกัดความว่า กิน กับ นอน
Jan 20,2008
ตื่นมาอีกทีโอ๊ะสุวรณภูมิแล้ว รู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก หลังจากเข้าไปให้ ตม. ตรวจเข้าประเทศแล้ว เราก็ไปนอนที่ห้องรับรองผู้โดยสารชั้นธุรกิจของการบินไทย ง่วงมากมายใครจะห้ามไม่ให้นอนไม่ได้แล้ว.....ตื่นมาอีกทีก็ถึงเวลาขึ้นเครื่องไปเชียงใหม่แล้ว เย่ๆ ปิ๊กบ้านเฮา ไฟล์ทนี้มีผู้โดยสารต่างชาติซักครึ่งลำได้ พอถึงเวลาเอากระเป๋า รอแล้วรออีกก็ไม่มา ทำไมมาแค่ใบเดีวว้า...แล้วอีกใบนึงหายไปไหน??? ซักพักก็มีเจ้าหน้าที่การบินไทยเข้ามาติดต่อให้ claim กระเป๋า พระเจ้า! นี่การบินไทยทำกระเป๋าชั้นตกค้างเรอะ ไม่ค่อยน่าให้อภัยเท่าไหร่เพราะบินตรงไม่ได้ไปแวะไหนซะหน่อย แล้วกระเป๋าที่หายไปดันเป็นของฝากทั้งน้าน ต้องรับผิดชอบอยู่หลายชีวิตนะคะคุณ เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าไม่เป็นไรกระเป๋ามาเมื่อไหร่จะเอาไปส่งให้ถึงที่บ้าน เราก็เลยหยวนๆแล้วรีบวิ่งออกมากอดพ่อกับแม่ข้างนอก อบอุ่นใจอบอุ่นกายอย่างบอกไม่ถูก ซักพักน้องชายสองคนก็เดินเข้ามา โอ้โห..แทบจำไม่ได้หล่อขึ้นเป็นกอง เอิ๊กๆ จากนั้นก็ไปนั่งกิน MK สุกี้สุดโปรด ช่วงเวลาแห่งความอบอุ่น มีปิงปองเพื่อนซี้ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมมานั่งแจมด้วย.... กลับมาถึงบ้านก็หลับไปเลยหนึ่งวันเต็มๆ แล้วก็ตระเวนกินข้าวกับเพื่อนฝูง เมาท์กระจาย รู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่เราหาไม่ได้ใน L.A. ถึงแม้ว่าที่นี่ความเจริญมันจะสู้อเมริกาไม่ได้แต่ว่าความอบอุ่น ความจริงใจของผู้คน เป็นสิ่งที่เราสัมผัสได้แบบไม่จำกัดเลยจริงๆ.....
ขอบคุณที่ซู๊ดดด....... คุณพ่อ คุณแม่ และทุกคนในครอบครัว ที่ช่วยสนับสนุนนู๋ปุยฝ้ายในทุกๆเรื่อง แถมยังคอยนั่งฟังคำบ่นจากแดนไกลอยู่หลายครั้ง อิอิ
น้าลือ พี่อ้อย ลุงมาร์ค พี่อ้อยเล็ก พี่เจ แห่งร้านลำขนาด ที่สอนให้รู้จักความอึดและเกร่งตามแบบฉบับของคนไทยใน L.A.
พี่นพ พี่ชายที่แสนดี อย่างน้อยก็ทำให้ฝ้ายรู้สึกว่าอเมริกายังน่าอยู่และยังอยากกลับไปเรียนต่อ ฝ้ายเพิ่งไปทำบุญมาให้ตามคำเรียกร้องนะ อย่าลืมอนุโมทนาสาธุกับฝ้ายด้วยล่ะ
เพื่อนๆที่แสนดี อย่าง เน็ต โบว์ ทราย ที่คอยช่วยเหลือแถมแวะเวียนมาเที่ยวหาแถบบ้านนอกอย่าง Northridge อยู่บ่อยๆ
โอ ยินดีมากมายที่ได้รู้จักเพื่อนดีๆแถมยังคุยสนุกอย่างโอ ทำงานกับโอแล้วสบายใจนะรู้ป่าว ยังคิดถึงช่วงเวลาที่ได้จิกกัดกับโออยู่นะเนี่ย...ไว้มีโอกาสจะแวะไปเที่ยวหา อย่าลืมพาเที่ยวด้วยล่ะ
พี่แอ๊ม พี่ชายสุดหล่อคนนี้ ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆที่ได้ร่วมงานแต่ก็รู้สึกดีทุกครั้งที่ได้คุยกะพี่แอ๊ม ถึงจะปากร้ายก็เหอะ แต่ก็พยายามคิดว่าพี่เป็นคนน่ารัก จิตใจดีดั่งเทพ ที่สำคัญโปกฮามากๆ เอิ๊กๆ
พี่คิม ยินดีนะคะที่ได้รู้จักคนใจดีอย่างพี่คิม ขอบคุณสำหรับทุกเรื่องค่ะ
พี่เจสสิกา พี่สาวแสนดี เอาไว้ว่างๆจะบินไปเยี่ยมหลานนะคะ
พี่บั๊ด พี่ลูกหว้า พี่ที่แสนดี แถมยังใจดีอีก ถ้ามีโอกาสเราคงได้ร่วมงานกันอีกนะคะ
BiG Thanks สำหรับเพื่อนๆที่เมืองไทย ขนาดอยู่อเมริกา ยัง chat กันอยู่บ่อยๆ บางทีก็เข้ามาทักทายใน space ไม่ก็ hi5 กลับไปถึงไทยแล้วก็ยังหาโอกาสมากินข้าวด้วยกันอีก เลี้ยงเราอีก เรางี้ซาบซึ้งใจเจงๆ.....
พี่เบญ พี่ตุ๊ก ฟริ้น ขอบคุณค่าสำหรับช่วงเวลาดีๆ สปาเก็ตตี้อร่อย บรรยากาศชิวๆที่ถนนคนเดิน ช๊อบชอบ
อังค์ จอม โย่ง แจ๊ค ประทับใจมากกับเพื่อนเลิฟกลุ่มนี้ เรียกว่ารู้จักกันมาตั้งแต่มัธยม กลับมาอีกที แกเรียนจบโทแล้ว ยินดีด้วยนะแก แล้วก็ขอบคุณสำหรับ dinner มื้อเด็ด ที่ร้านลาบกับเหล้าแสงโสม ทำเอาชั้นมึนไปหลายวิ เอิ๊กๆ แกคิดถูกแระที่ชวนชั้นมานั่งกินด้วยเพราะที่อเมกามันไม่มีว่ะ เลยได้อารมณ์แบบ Welcome Home! แบบเมืองเจียงใหม่แต้ๆจ้าว
น้องนุ้ยผู้น่ารัก กับแจ๊คกี้ เพื่อนสุด Love ขอบใจจ้าที่เป็นเพื่อนเที่ยววัดพระธาตุดอยสุเทพแถมยังไปกินข้าวซอยอร่อยๆด้วยกัน ส่วนแจคกี้เรามีนัดกันที่ กทม นะจ๊ะ อิอิ
ตี๋โน้ต ชอบมากเลยกับทริปถ่ายรูปคู่รักที่พราวภูฟ้า แถมยังได้จิบชา กาแฟ เค๊ก อร่อยๆที่วาวีอีก ถ้ามีงานให้ช่วย บอกได้เลย จัดให้ๆ
ลิฟท์ตุ๊ย ณัฐ ภู ปิงปอง ไว้ว่างๆนัดกินข้าวกันอีก
เพื่อนต้น กิฟท์ เมย์ แชมป์ ปิ๊กนิก นิ และ tranee20 เจอกันที่เสม็ดจ้าเสาร์นี้ คิดถึงมากมาย.... 1月7日 BiG Bear 2008สวัสดีปีใหม่นะคะ ขอให้ทุกคนสุขสมหวัง เจริญก้าวหน้าในทุกๆเรื่องๆ มีเงินใช้ตลอดทั้งปี สุขภาพร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรง แฮบปี้กันถ้วนหน้า โอมม เพี๊ยงงง.....
ปีใหม่นี้เราไปเล่นสกีคลายเครียดกับน้าลือและครอบครัวที่ BiG Bear ยอดเขาสูงเลื่องชื่อของ CA มันทำให้เรานึกถึงดอยอินทนนท์ที่เชียงใหม่เลย สวยพอกัน แค่ที่ดอยอินทนนท์ไม่มีหิมะเฉยๆ ใช้เวลาเดินทางประมาณสี่ชั่วโมงได้ แต่ไปถึงแล้วก็หายเหนื่อยเพราะมันเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่งแล้ว ที่มีเสน่ห์แบบไม่ต้องมีแสงสีมากมาย อากาศก็เย็นสบายประมาณ 7 องศา ว้าว...ช๊อบ ชอบ
น้าลือจองโรงแรมไว้ห้องเดียวแต่ยัดกนไป 8 ชีวิต ชาย 4 หญิง 3 หนึ่งในนั้นมีเด็กและผู้สูงอายุอยู่ด้วย ฮ่าๆ เราไม่คิดไรมากหรอกนะเพราะนอนไหนก็ได้ ขอแค่มีที่ซุกหัวนอนพอ แต่ก็ยังอดนึกไม่ได้ว่าตอนเช้าๆตื่นมาคงแย่งกันเข้าห้องน้ำแบบว่าไม่ต้องสงสัย เหอๆ หลังจากที่ Check in เข้าโรงแรมแล้ว เราก็ไปเล่นสกีกับทาโร่ แม้ว เควิน แต่เควินเลือกที่จะเล่นสโนว์บอร์ดแทน นี่เป็นครั้งแรกกับการเล่นสกีของเราเลยนะเนี่ย ...
หลังจากที่ทำการเช่าสกีเสร็จ เราก็จัดการแบกไปยังภูเขาหิมะ ขอบอกว่าหนักมากก แค่แบกก็เหนื่อยแล้วอ่ะ ไม่อยากเล่นเลย แต่ก็เอาวะไหนๆก็ไหนๆแล้ว ทาโร่ก็จัดการสอนเราเดินด้วยรองเท้าสกีก่อน เอ่อ ลืมบอกว่าตอนใส่รองเท้าสกีเสร็จนะมันรัดข้อเท้าถึงขั้นเดินไม่เป็นท่า แต่คนแถวนั้นก็บอกว่าเนี่ยแหละทุกต้องแล้ว เราก็อืมๆ ทาโร่ก็บอกเราว่าให้เดินเหมือนปู เราก็จัดการทำตามที่เค้าบอก แต่กว่าจะย่างกรายได้แต่ละก้าวมันยากเย็นมากมายอ่ะเพื่อน ก็รองเท้าสกีมันหนักยิ่งกว่าขาช้านอีก เฮ้ออ นึกในใจไม่อยากเล่นแล้วง่ะ แต่ก็มาถึงขั้นนี้แล้วเสียตังค์มาเยอะแระ เอาวะลองซักตั้ง และแล้ว....ก็ล้มพลาดท่าจนได้ ฮ่าๆ ทาโร่ต้องรีบเข้ามาช่วยพะยุงให้ลุกขึ้น จากนั้นก็ลากเราไปที่ที่เค้าจัดให้คนฝึกเล่น แต่กว่าจะไปถึงก็ระบมมากมาย เราเลยบอกทาโร่ว่าไปเล่นกะเควินเหอะ เราจะอยู่แถวนี้รอ เพราะดูเหมือนน้องเควินจะเริ่มงอแงแล้ว จากนั้นเรากับแม้วก็ได้แต่นั่งมองตากันปริบๆ เพราะไม่รู้จะลุกขึ้นมายังไง มันหนักมากอ่ะ คนเล่นสกีได้นี่เก่งจัง แข็งแรงสุดๆ
เวลาผ่านไปทาโร่ก็พาเรากับแม้วขึ้นกระเช้าไปบนเขาเพื่อสกีลงมา ตอนนั้นหวิวๆมากเลยอ่ะ มันสูงแหละ แต่ก็ทำไงได้มาถึงขนาดนี้แล้วก็ต้องเดินหน้าต่อไป จากนั้นทาโร่ก็สอนเราว่าสกียังไง แล้วเราก็ลองทำปรากฎว่า เราสกีจากยอกเขาลงมาแล้วมันเบรคไม่อยู่อ่าดิ โหย วินาทีนั้นภาพตรงหน้ามันเร็วมาก รู้ว่ากรี๊ดลั่นสกีลงจากเขา แล้วเบรคไม่อยู่ ถึงขั้นชนตะข่ายที่เค้าเอาไว้กั้นเป็นรูเบ้อเร้อ แล้วกระเด็นไปกองอยู่หน้าบ้านหลังเล็กๆ ภาพมันเร็วมาก จนสมองจับภาพไม่อยู่อ่ะ รู้ตัวอีกทีตอนมีอเมริกันมุง แล้วได้ยินเสียงแว่วๆว่า R U OK? มีสาวชาวรัสเซียเข้ามาช่วย คือสภาพตอนนั้นเราไม่เหลือแล้วอ่ะ ทุกอย่างกระจุยกระจายหมด รองเท้าสกีที่ว่ารัดแน่นๆแล้ว กระจายไปคนละที่ละทาง ทาโร่รีบวิ่งเข้ามา "Pat! R U OK? One more time? ไอ่เราก็เหลือบขึ้นไปมองหน้า ห่ะ อีกรอบเหรอ ไม่เอาละนะ แค่นี้ไม่เลือดสาดก็โชคดีสุดๆแล้ว จริงๆก็ขำสถาพตัวเองเหมือนกันนะ โก๊ะมากมายก่ายกอง เฮ้ออ..ใครมาเห็นสภาพตอนนั้นก็ขำกันทุกคน โดยเฉพาะน้าลือขำแบบว่าไม่เกรงใจกันแล้วอ่ะ เอาเหอะให้อภัยสำหรับคนขำ เพราะเราก็โปกฮาตามประสา แต่ทริปนี้สนุกนะ ได้เห็นอะไรเยอะตอนเดินทาง เพราะระหว่างเดินทางมีลุงมาร์คคอยเล่าสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขา แล้วก็ทะเลทราย ทะเลสาป หลากหลายเหลือเกินอเมริกาที่รัก......
12月26日 ....Last Christmas....Last Christmas, I gave you my heart
But the very next day, You gave it away This year, to save me from tears I'll give it to someone special Once bitten and twice shy I keep my distance but you still catch my eye Tell me baby do you recognise me? Well it's been a year, it doesn't surprise me Happy Christmas! I wrapped it up and sent it With a note saying "I Love You" I meant it Now I know what a fool I've been But if you kissed me now I know you'd fool me again
คริสมาสปีนี้ท่าทางจะเป็นปีที่น่าจดจำเอามากๆ เพราะพิเศษกว่าปีที่ผ่านๆมา ตรงที่ ไม่ได้ไปฉลองไหนกับใคร ไม่ได้แม้แต่จะคิด....สงสารตัวเอง เหอๆ เพราะว่าต้องทำงานทั้งวัน อาทิตย์ที่ผ่านมาเรียกว่าทำงานเจ็ดวันเจ็ดคืนเลยล่ะ ไม่ได้หยุดเลย โดยเฉพาะงานข่าวที่ต้องอัดรายการถึงสองเทป เพราะอาทิตย์หน้าจะไปเล่นสกีบนภูเขาสูงกัน ว้าวๆตื่นเต้นๆ แต่ก่อนจะได้ไปสนุกก็ต้องทนกับความเหน็ดเหนื่อยก่อน เราอัดเทปแรกวันที่ 24 ที่บ้านน้าลือ จากนั้นก็ไปอัดสียงที่บ้านพี่บั๊ดถถึงตีสาม จนเราง่วงมากมาย ทำอะไรไม่ได้แล้วเพราะสมองไม่แล่นแล้ว เราเลยขอตัวไปหลับพรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากัน พี่หว้าภรรยาสาวแสนสวยของพี่บั๊ดก็เอาตุ๊กตาลุงหมาแก่มาให้ น่ารักดี เลยถ่ายรูปไว้ซะเลย จริงๆประทับใจในน้ำใจเล็กๆน้อยๆบวกกะความน่ารักของพี่ทั้งสองคนแหละ แล้วเราก็หลับที่โซฟา ตื่นมาอีกทีก็ 9 โมงเช้า....วันคริสมาส วันที่ทุกคนกลับบ้านมาฉลองแล้วก็อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตากับที่บ้าน ทุกที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น แต่ทำไมเราถึงรู้สึกขาดความอบอุ่นอย่างรุนแรง แบบนี้ล่ะ คิดถึงพ่อกับแม่ที่เมืองไทยจังเลย...ยิ่งคิดน้ำตาก็จะไหล ซักพักเราก็ได้ sms จากพี่นพ จากเนส จากพี่เจสซี่ ก็อวยพรวันตริสมาสนั่นแหละ เฮ้อออ นั่งคิดถึงบ้านได้ซักพัก ก็ต้องเปิดโน๊ตบุคเพื่อทำงานต่อ ระหว่างที่เราเขียนข่าว เตรียมสคริปไป มันก็เกิดคำถามขึ้นมาในใจว่าสิ่งที่เราทำลงไปเนี่ยมันคือสิ่งที่ใช่สำหรับเรารึยัง คำตอบก็คือ ใกล้เคียง แต่ยังไม่ใช่ เพราะเราอยากมีธุรกิจเป็นของตนเองมากกว่า เอาแบบสร้างจากน้ำพักน้ำแรงตัวเองเลยนะ แต่อุบไว้ก่อนว่าธุรกิจประเภทไหน อิอิ พูดถึงงานทีวี หลังจากที่เทปออกไปสามสี่เทปแล้ว ก็เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้นน ทั้งดีและไม่ดี ส่วนที่ดีก็เหมือนเป็นกำลังใจให้เราสู้ต่อไป แต่ส่วนที่ไม่ดีก็เก็บมาแก้ไขแล้วก็เป็นแรงผลักดันให้ทำงานให้ดีขึ้น แต่คำวิจารณ์บางคำมันรุนแรงสำหรับเราเกินไป จนทำเราเครียดไปหลายวัน ถึงขั้นโทรไปร้องไห้กับพ่อที่เมืองไทย ประเด็นก็คือ มีคนบอกว่าเรากับน้าลือว่าเราไม่มีสมอง! เรารู้สึกว่าคำนี้มันรุนแรง เจ็บแสบมาก แต่ก็คงจะอย่างที่เค้าว่าจริงๆ เพราะเรากับน้าลือมันเหมือนมวยคนละชั้น ดูๆไปก็เหมือนสรยุทธ์กับกุ๊กนั่นแหละ ด้วยความที่น้าลือเค้าเก่งมากๆ วิเคราะห์เรื่องการเมืองอย่างถึงลูกถึงคน ในขณะที่เด็กเมื่อวานซืนที่เพิ่งเรียนจบมาได้ปีเดียวอย่างเราต้องมานั่งคุยกับน้าลือ ทีนี้มันก็เห็นความแตกต่างมากมาย แต่เราก็พยายามทำให้ดีที่สุดแล้วนะ อ่านข่าวการเมืองทุกวัน น้าลือก็บอกเราว่า คนดูเค้าไม่รู้หรอกนะว่าแพทเป็นแค่เด็กอายุ 23 ไม่เคยทำงานด้านนี้มาก่อน แล้วก็ยังฝึกงานอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นเธอก็ควรจะรู้ให้มากกว่านี้ เราก็ได้แค่ค่ะ แต่พอกลับมาถึงบ้านแล้ว พ่อเราก็โทรหาพอดี พอพ่อบอกว่าพ่อคิดถึงเท่านั้นแหละ ต่อมน้ำตาแตกเลย ร้องไห้ฟูมฟายแล้วก็บ่นเรื่องนี้ให้พ่อฟัง พ่อเราก็ได้แต่บอกว่าให้ปล่อยวางเพราะคนที่ว่าเราแบบนั้นยังไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเราเลยด้วยซ้ำ ช่ายสิบางทีตอนที่เค้าพูดเค้าอาจลืมใช้สมองของเค้าคิดก่อนก็ได้ (ขอจิกกัดนิดนึง อิอิ) พ่อเราเลยถือโอกาสเตือนสติเราว่าเป้าหมายของเราคือการเรียนต่อโท งานพวกนี้มันก็แค่ทางผ่านของชีวิต เป็นโอกาสที่ได้ทำตอนที่มาอยู่อเมริกาเฉยๆ อืมเราก็เห็นด้วยกับพ่อ แล้วเราก็พร้อมที่จะเดินตามทางที่เราได้วางไว้หลังจาก internship แล้วล่ะ ซึ่งเราต้องเริ่มตั้งแต่ตอนนี้แล้วล่ะ เพราะการจะ apply U ที่นี่ใช้เวลาเป็นปีในการเตรียมเอกสาร วันนี้เราตัดสินใจได้แล้วล่ะ ว่าจะไปเรียนต่อที่เมืองบ้านนอกอย่าง texas เราไม่อยากอยู่เมืองใหญ่อย่าง CA อีกแล้ว เราขอเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบสงบ เรียบง่ายดีกว่าการที่ต้องผจญความวุ่นวายในสังคมเมืองจัดแบบนี้ อีกอย่างการทำงานทีวีมันสอนให้เรารู้ว่า ต้องระวังคำพูดให้มากๆ เพราะมันเกี่ยวกับคนจำนวนมาก ดังนั้นก่อนพูดต้องใช้สติปัญญากลั่นกรองให้มากๆเพราะไม่อย่างงั้นคำพูดที่เอ่ยออกไปอาจเป็นดาบสองคมกลับมาทิ่มแทงตัวเองได้ แต่ก็นะบางครั้งเราก็ควบคุมผู้ร่วมดำเนินรายการอย่างน้าลือไม่ได้ เทปที่ผ่านมาน้าลืออัดพวก คมช ทหาร สนธิบัง สนธิลิ้ม บรรหาร ไปเยอะเลย เราก็ยังเสียวสันหลังอยู่ว่าจะได้กลับเมืองไทยโดยสวัสดิภาพมั้ยเนี่ย... ปีใหม่นี้เราก็ขอให้เพื่อนๆมีความสุขมากๆนะ สมหวังๆ รวยๆ เจริญก้าวหน้ากันทุกคนค่า จุ๊บๆ ปุยฝ้าย
12月12日 == Life in the winter ==เผลอแป๊บเดียวนี่ก็ปลายปีแล้ว ฤดูหนาวที่ LA นี่ก็หนาวเหมือนกันแฮะ ตอนกลางคืนหนาวมากๆเลย วันนี้เลยออกไปซื้อเสื้อกันหนาวมาเพียบ ที่สำคัญหมดตังค์ไปเยอะเลย เฮ้อออ ทำงานแทบตาย สุดท้ายก็ต้องมาหยุดกะของสวยๆงามๆพวกนี้ เมื่อไหร่จะเลิกได้ซะทีน้า...ไม่บ่นแระ เข้าเรื่องเลยดีกว่า
ชีวิตช่วงนี้ก็เหมือนทำงาน 7 วัน นอนหลับไม่ค่อยเป็นเวลา แล้วก็ไม่เป็นที่ด้วย ก็เพราะงานทีวีหรืองานข่าวเนี่ยมันแข่งกับเวลา แถมยังต้องมาเรียนรู้งานเบื้องหลังอีกด้วย เพราะทีมงานมีน้อยอะไรที่ช่วยได้ก็ช่วยกันไป หลังจากที่เทปรายการ The 77th Report ออกไปสองเทปก็มีเสียงตอบรับกลับมาเยอะเหมือนกัน เพราะมันไม่เหมือนรายการทีวีไทยท่นี่ ยังไม่ค่อยมีใครทำรายการวิเคราะห์ข่าวอย่างจริงจัง มีพิธีกรรายกาอื่นแอบโทรมาแขวะเรากับน้าลือ (เจ้านาย) ว่า "เด็กคนนี้อยู่ในทีวีแล้วอ้วนเป็นหมูเลย อีกอย่างคงต้องฝึกอีกเยอะ
เทปล่าสุด อัดถึงตีสาม เหนื่อยโคตรๆ เราเลยนอนบ้านพี่บั๊ดกับพี่หว้า ซึ่งไกลจากบ้านเรามากๆ ต้องขึ้น freeway ไป ปกติเราจะกลับไปนอนบ้านน้าลือแล้ววันรุ่งขึ้นก็ติดรถน้าลือกลับบ้านมาทำงานต่อ แต่วันนี้น้าลือเบี้ยว ชนิดที่ว่าไม่บอกไม่กล่าว เราเลยต้องอัดเสียงคนเดียวไปก่อน นึกในใจซวยแระจะกลับบ้านยังไงวะเนี่ย พรุ่งนี้มีงานตอน 11 โมงเช้า ..... เช้าวันรุ่งขึ้นเลยตื่นขึ้นมาตอน 7 โมงเช้า แล้ว search สายรถเมล์กลับบ้านใน metro.net ถึงขั้นต้องนั่งรถเมล์สองต่อ!! จากนั้นเลยรีบเก็บข้าวของออกจากบ้านพี่บั๊ดพี่หว้าไปที่ป้ายรถเมล์ รอแล้วรอเล่าทำไมมันไม่มีรถเมล์มาซักที นึกในใจ เฮ้ย กรูมายืนถูกที่ป่าวว้า...เพราะมันเป็นสี่แยก มีป้ายรถเมล์ 4 ทิศ เลย เหอๆ เลยโทรหาพี่นพที่พึ่งยามยากเสมอคนนี้ ให้ช่วยหาตำแหน่งยืนรอรถเมล์ให้หน่อย สุดท้ายก็รู้ว่ายืนผิดที่ คิกๆ โก๊ะ เสมอเลยเรา เลยข้ามไปรออีกฝั่ง เย่ รถมาพอดีวิ่งขึ้นรถด้วยหน้าโทรมๆแบบเพิ่งตื่น นั่งไปจนเมื่อยตูดก็ยังไม่ถึงซะที ผ่านไป 1 ชม. แล้วด้วย คิดในใจขึ้นถูกสายละยังว้า เลยถามคนนั่งข้างๆเพื่อความชัวร์ ซักพักก็ถึง Ventura & Van Nuys ย่านนั้นย่านธุรกิจเลยล่ะ จากนั้นก็ยืนกินขนมรอรถเมล์สายต่อไปเพื่อกลับบ้านอาบน้ำ กินขนมจนเกลี๊ยงก็ยังไม่มา เลยทำให้เรารู้สึกว่าเมืองนี้ถ้าอยู่แบบไม่มีรถส่วนตัวเหมือนขาขาด แขนขาด ทำไรไม่ได้เลยจริงๆ ความคิดจะซื้อรถผุดขึ้นมาทันทีเลยล่ะ เพราะอยู่ที่นี่ตนเป็นที่เพิงแห่งตนอ่ะ
ในที่สุดรถเมล์สาย reseda northridge ก็มา พระเจ้า กว่าจะถึงบ้านใช้เวลา 1 ชม. กับอีก 45 นาที อย่างกะขับรถจากเชียงใหม่ไปลำปาง แต่ก็นะก็เป็นรถชาติของชีวิตที่ต้องเรียนรู้ กลับบ้านอาบน้ำแต่งตัวยังไม่ทันเสร็จ น้าลือโทรมาตามแระ "แพทวันนี้มาทำงานป่าว" เราเลยตอบไปด้วยเสียงเซ็งๆ "ไปจ้าวว ไป เพิ่งลงจากรถเมล์มานิ" น้าลือได้ยินอย่างนั้นแล้วตกใจ "หา...เธอนั่งรถเมล์กลับบ้านเหรอ เอ็นดูโทะ" อืมมม ใช่เซ่ ก็เพราะคุณนั่นแหละทำให้ชั้นต้องนั่งรถเมล์กลับบ้าน วันนั้นเลยไปทำงานด้วยหน้าซีดๆแบบคนอดนอนอีกแล้ว แต่ก็นะอยู่นี่ต้องอดทนและอดทน
ณ วันนี้ก็งานท่วมหัวเอาตัวเกือบไม่รอดอยู่เหมือนกัน เพราะมันมีงานนอกเข้ามาด้วย มีคนติดต่อให้ทำสารคดี 10 ปี ทีวีไทยที่อเมริกา ความยาวประมาณครึ่งชั่วโมง เฮ้อ ยังคิดไม่ออกเลยว่าจะเอารูปแบบไหนดี งานที่ทำอยู่ก็โดนน้าลือกดดันอยู่ทุกวัน เครียด เรย
เรื่องความมรักนี่ก็อยู่ในช่วง decline (ตามหลัก Marketing แล้ว ช่วงนี้ต้องรีบหา Target ไม่ก็ Product ใหม่ ฮ่าๆ ยังมีอารมณ์ขันอยู่) คนที่เคยคิดว่าน่าจะใช่กลับไม่เหมือนเดิม เนี่ยแหละน้าเวลาทำให้คนเปลี่ยนเสมอ เราเคยถามตัวเองเหมือนกัน หรือเป็นเพราะตัวเราเองรึเปล่าที่ไม่เข้าใจเอง ไม่รู้เหมือนกันสินะทำดีที่สุดแล้ว
ตอนนี้เรารู้สึกว่าเวลานี้เราควรจะใช้ชีวิตด้วยตัวเองให้คุ้มค่ามากทีสุด ทำงาน หาเงิน เรียนต่อ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อยๆ เรื่องของหัวใจก็ปล่อยให้ฟ้าดินลิขิตละกัน
เวลานี้คิดถึงเพื่อนๆจังเลย ถ้าอยู่เมืองไทยคงชวนไปนั่งกินข้าวให้หายเซ็งแล้วล่ะ.....
ปุยฝ้าย
Insert ภาพบรรยากาศการทำงานข่าวให้ดูกันเพลิน เป็นช่วงเวลาหลังจากอัดรายการแล้ว ต้องเอาภาพมาตัดต่อ มีพี่บั๊ด producer มือดีแห่ง LA คอยตัดต่อให้ เวลาตอนนั้นก็เกือบตีสามแล้วล่ะเหอๆ ขอบคุณมากๆนะค้า....
11月14日 ....เกือบครึ่งปีกับการใช้ชีวิตที่อเมริกา....เกือบครึ่งปีแล้วล่ะที่เรามาใช้ชีวิตที่นี่ ใครจะคิดล่ะว่าผู้หญิงตัวเล็ก (ตอนนี้อาจจะไม่เล็กแล้ว) และโก๊ะอย่างเราจะต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาใช้ชีวิตหนึ่งปีเต็มที่อเมกา ก่อนเรียนต่อโท ถามว่าคุ้มมั้ยกับการตัดสินใจมาเรียนรู้ชีวิตที่นี่ ตอบได้เลยว่าโคตรคุ้ม เพราะเราเจอบทเรียนชีวิตมากมายตั้งแต่เดินลงจากเครื่องบิน หลายเหตุการณ์ทั้งดีแล้วก็ร้ายที่ผ่านเข้ามา ไม่ว่าจะเป็น host family kicked off ออกจากบ้าน ต้องหาที่อยู่ภายในสามวัน หรือต้องเปลี่ยนงาน มันก็เหมือนเป็นสิ่งที่สอนให้เรารู้จักแก้ปัญหา แล้วก็แกร่งขึ้น อย่างน้อยเราก็ได้เรียนรู้ว่าทุกปัญหามีทางออก แต่อาจจะต้องใช้ความ smart และความอดทน ตลอดจนถึงความเพียรพยายาม
หนึ่งถึงสองเดือนแรกเราได้เรียนรู้ถึงวัฒนธรรมที่แตกต่าง การใช้ชีวิต และการรู้จักเอาตัวรอดในสังคมที่คุณต้องช่วยเหลือตัวเองก่อนที่จะพึ่งพาความช่วยเหลือจากใคร เราได้เรียนรู้จักเพื่อนที่ชื่อ "ความเหงา" ลองคิดดูสิตอนแรกที่มาถึงไม่รู้จักใครเลย ไปไหนก็ต้องไปคนเดียว เดินตามท้องถนน วิ่งขึ้นรถเมล์คนเดียว เหงามากมายเลยล่ะ เคยเหงาถึงขั้นออกไปวิ่งนอกบ้านแล้วน้ำตาจะไหล ยังดีที่มีเพื่อนจากเชียงใหม่มาอยู่ที่นี่บ้าง เน็ต AccBa แล้วก็ เนส ไง....ต้องขอบคุณสองนี้มากเลยล่ะที่ช่วงแรกๆมารับไปเที่ยวอยู่บ่อยๆ
แต่เพื่อนที่ชื่อ "ความเหงา" นี่แหละ ที่ผลักดันให้เราออกนอกบ้านไปพบปะผู้คน เที่ยวชมบ้านเมือง แล้วก็ทำงานเล็กๆน้อยๆ ตามร้านอาหารไทย แล้วก็ร้านอาหารไทยเนี่ยแหละที่เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่มีสีสัน มีทั้งสุขและทุกข์คลุกเคล้ากันไป เจอคนมากมาย หลายเชื้อชาติ หลายภาษา ตามแบบฉบับของ LA
จนถึงวันนี้เกือบครึ่งปีที่มาอยู่ที่นี่ มีหลายอย่างมากมายที่ได้ทำลงไป แบบไม่คาดฝันว่าจะมีโอกาสได้ทำอะไรดีๆแบบนี้ อย่างเช่น ได้เอามือสวยๆลงหนังสือพิมพ์ LA TIMES, ถ่ายโฆษณาให้กับร้านอาหารไทยที่ชื่อว่า "ลำขนาด", ได้ไปกินร้านอาหารหรูใจกลางเมือง Bevery Hills แล้วก็ตอนนี้ Internship ที่ Siam Chronicle บ. มีเดียที่นี่ เลยได้มีโอกาสเป็นพิธีกรคู่กับน้าลือ (เจ้าของ) ในรายการข่าวการเมืองและเศรษฐกิจของทีวีไทยที่นี่ เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป.....
คิดถึงเพื่อนๆที่เมืองไทยทุกคนนะค้า ดูแลรักษาสุขภาพด้วย ได้ข่าวว่าที่เชียงใหม่เริ่มหนาวแล้ว
ปุยฝ้าย |
|
|